สิริถาวร พระเครื่อง jramulet.com

บทความ

หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ

17-06-2554 13:33:48น.

หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ

อริยสงฆ์วาจาศักดิ์สิทธิ์

โดยคุณสายทิพย์ : นิตยสารหญิงไทย

ฉบับที่ 685 ปีที่ 29 ปักษ์หลัง เดือนเมษายน พ.ศ. 2547

"หลวงพ่อแดง" แห่งวัดเขาบันไดอิฐ ท่านเป็นพระเกจิที่มีญาณสมาธิแก่กล้า มีจิตตานุภาพสูงพอที่จะเพ่งเครื่องรางให้ขลังได้ ผ้ายันต์และเหรียญลงยันต์ของหลวงพ่อแดงจึงมีผู้นิยมเสาะหาไปบูชากันมาก แม้ท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ 16 มกราคม พ.. 2517 แต่ความนิยมเลื่อมใสศรัทธา ความเชื่อมั่นในกฤตยาคม อภินิหาร และอาคมขลังในวัตถุมงคลของท่านก็ยังไม่เสื่อมคลาย หลวงพ่อรูปนี้ท่านมีอะไรดี ทำไมใครๆ ทั่วสารทิศจึงพากันมาวัดเขาบันไดอิฐกันไม่ขาดสาย...

"หลวงพ่อแดง" หรือ "พระครูญาณวิลาศ" เกิดที่ ต.บางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายแป้น มารดาชื่อนางนุ่ม นามสกุล อ้นแสง เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 11.. 2422 ในวัยเด็กท่านก็ช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำนา ไม่มีโอกาสร่ำเรียนหนังสืออย่างเด็กสมัยนี้จนกระทั่งอายุ 20 ปี พ่อแม่ก็หวังจะให้บวชเรียน จึงพาไปฝากกับท่านอาจารย์เปลี่ยน วัดเขาบันไดอิฐ เพื่อจะได้เล่าเรียนและบวชเป็นพระภิกษุต่อไป

พระภิกษุแดงเมื่อได้บวชก็ประพฤติเคร่งครัดต่อพระวินัยและปฏิบัติต่อพระอาจารย์เปลี่ยนเป็นอย่างดี อาจารย์เปลี่ยนจึงรักใคร่มากกว่าศิษย์คนอื่นๆ และยังไดสอนวิชาการวิปัสสนา และวิธีนั่งปลงกัมมัฏฐานให้ รวมถึงถ่ายทอดวิชากฤตยาคมให้อย่างไม่ปิดบังหวงแหน เหตุนี้จึงทำให้พระภิกษุแดงเพลิดเพลินในการศึกษาวิชาความรู้ จนลืมสึก ยิ่งนานวันก็ยิ่งสำนึก ในรสพระธรรม ก็เลยไม่คิดสึกเลย จึงกลายเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีอาวุโสสูงสุด

จนกระทั่งพระอาจารย์เปลี่ยนมรณภาพลง พระภิกษุแดงรับหน้าที่เป็นสมภารวัดเขาบันไดอิฐแทน กลายเป็น "หลวงพ่อแดง" ตั้งแต่ พ.. 2461 เป็นต้นมา และแม้ท่านจะได้เป็นสมภารซึ่งต้องมีภารกิจมาก แต่ท่านก็ยังปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิในถ้ำเพื่อแสวงหาวิมุตติภาวนาทุกวัน ญาณสมาธิจึงแก่กล้า จิตนิ่ง บริสุทธิ์ จนว่ากันว่าท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์

หลวงพ่อแดงไม่เคยอวดอ้างในญาณสมาธิของท่าน แต่ผลของความศักดิ์สิทธิ์ในเลขยันต์เป่ามนต์ของท่านก็ได้สำแดงออกมาให้ประจักษ์ว่าคุ้มครองป้องกันภัยได้แน่ๆ โดยมีเรื่องเล่ากันมาว่า

ในระหว่าง พ.. 2477 ถึง พ.. 2480 เวลานั้นเกิดโรคระบาดสัตว์ วัวควายเป็น โรครินเดรอ์เปรส ซึ่งเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อร้ายแรง พากันล้มตายเป็นเบือ สัตว์แพทย์ก็ไม่มี ต้องขอให้ทางการมาช่วยฉีดยา ราษฎรจึงพากันไปหาหลวงพ่อให้ช่วยปัดเป่าป้องกันโรคระบาดสัตว์ให้ด้วย

หลวงพ่อแดงจึงปลุกเสกลงเลขยันต์ในผืนผ้ารูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ แจกให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายนำไปผูกปลายไม้ปักไว้ที่คอกสัตว์ของตน ปรากฏผลว่า คอกสัตว์ที่ปักผ้าประเจียดยันต์หลวงพ่อแดงไม่ตายเลย ทุกบ้านในตำบลใกล้เคียงวัดเขาบันไดอิฐ เมื่อรู้กิตติศัพท์จึงพากันมาขอยันต์หลวงพ่อแดงทุกวันมิได้ขาด

กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือมหาสงครามเอเชียบูรพา มีทหารญี่ปุ่นมาขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ก็เกิดการต่อสู้กับทหารอากาศของไทยที่นั่น ชาวเพชรบุรีก็ตระหนกตกใจ แล้วชักชวนกันหาหลวงพ่อแดง ท่านก็ลงผ้าประเจียดยันต์แจก ให้คุ้มครองป้องกันตัว

เมืองเพชรบุรี เมื่อ พ.. 2487 เกิดภัยสงครามชนิดร้ายแรง มีระเบิดลงทุกวันทำลายสถานีรถไฟ สะพานข้ามแม่น้ำ บ้านเรือน โรงเรียนต้องสั่งปิด ข้าราชการไม่ได้ไปทำงาน ทุกหน่วยราชการปิดหมด และปรากฏเรื่องเป็นที่ฮือฮาว่า บ้านคนที่มีผ้ายันต์หรือห้อยเหรียญหลวงพ่อแดง กลับไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย หลวงพ่อแดงจึงดังใหญ่ จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กิตติคุณของหลวงพ่อในทางกฤตยาคมจึงปรากฏความศักดิ์สิทธิ์แพร่หลายยิ่งขึ้น

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดงปรากฏอีกครั้ง เมื่อเกิดคอมมิวนิสต์ญวนเหนือบุกญวนใต้ ประเทศไทยต้องส่งกองพันเสือดำ ออกไปช่วยพันธมิตรรบในญวนใต้ ก็ปรากฏว่าทหารไทยที่ไปปฏิบัติหน้าที่รบในเวียดนาม คนที่มีเหรียญหลวงพ่อแดงห้อยคออยู่ ไม่ถูกอาวุธเป็นอันตรายแก่ชีวิตสักคน ทั้งๆ ที่เข้าประจัญบานอย่างหนัก เป็นที่สงสัยของเพื่อนทหารต่างชาติว่าทหารไทยมีของดีอะไร ได้รับคำตอบจากทหารไทยว่ามี "เหรียญหลวงพ่อแดง"

ท่านเป็นพระใจดีมีเมตตาสูง และอารมณ์ดีเสมอ ไม่ชอบดุด่า ว่าใคร โดยเฉพาะคำหยาบคายถึงพ่อแม่ ท่านห้ามขาด ท่านว่าทุกคนเขาก็มีพ่อมีแม่ การด่าถึงบุพการีทำให้ความดีงามเสื่อมถอย ถึงห้อยพระพระท่านก็ไม่คุ้มครอง

หลวงพ่อแดงมรณภาพด้วยโรคชรา เมื่ออายุ 96 ปี พรรษาที่ 74 ก่อนตายท่านเคยพูดกับพระปลัดบุญส่ง ธมัมปาโล รองเจ้าอาวาสวัดขณะนั้นว่า

"เมื่อฉันหมดลมหายใจแล้วอย่าเผา ให้เก็บร่างฉันไว้ที่หอสวดมนต์ และให้เอาเหรียญที่ปลุกเสกรุ่น 1 ใส่ปากไว้พร้อมเงินพดด้วง 1 ก้อน ส่วนนี้ฉันเอาไปได้และให้เอาขมิ้นมาทาตัวฉันให้เหลืองเหมือนทองคำ"

 พระบุญส่งจึงรับปาก และได้ทำตามที่หลวงพ่อประสงค์ทุกอย่าง

และหลังจากที่หลวงพ่อแดงมรณภาพแล้วก็ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อภินิหารของหลวงพ่อแดงมีจริง กับผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองเพชรบุรีท่านหนึ่ง ซึ่งจู่ๆ ท่านก็มีนิมิตฝันเห็นบ่อน้ำโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นก้ามปูใหญ่ พอขุดก็พบบ่อน้ำนั้นจริงๆ บ่อน้ำแห่งนี้หลวงพ่อแดงเคยพูดไว้สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่าเป็น "บ่อน้ำวิเศษ" และขณะที่ขุดยังพบ "หัวพญานาคสีขาว" แบบปูนปั้นอยู่ที่ก้นบ่อด้วย 1 หัว เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวก็พากันแห่มาเพื่อจะตักน้ำเอาไปใช้กันแต่ปรากฏว่าพบงูใหญ่ตัวหนึ่งนอนขดอยู่ใต้สังกะสีที่เอาไว้ปิดปากบ่อ ชาวบ้านที่เห็นบอกว่า ลักษณะงูที่เห็นนั้นมีหงอนที่หัวด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีชาวบ้านกล้าเข้าไปตักน้ำที่บ่อนี้อีกเลย

ที่น่าแปลกอีกก็คือ นายตำรวจท่านหนึ่งซึ่งเคยมาช่วยงานในวัดก็ฝันเห็นหลวงพ่อแดง ท่านมาต่อว่า "ทำอะไรทำไมไม่บอก"

นายตำรวจก็ไปเล่าให้พระปลัดบุญส่งเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันฟัง ท่านก็ไม่เชื่อแล้วยังสั่งให้ย้ายศาลเก่า 2 ศาล บริเวณเชิงเขาบันไดอิฐเพื่อปรับปรุงบริเวณ โดยไม่ยอมทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เพราะท่านเป็นคนไม่เชื่อไสยศาสตร์ ปรากฏว่าพอตกเย็นก็เกิดอาการผิดปกติ อยู่ๆ คอก็เริ่มบิดและตัวแข็งไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ ชาวบ้านมาเยี่ยมเห็นว่าอาการหนักมากจึงช่วยกันพาส่งโรงพยาบาลเปาโล แต่พอถึงโรงพยาบาล อาการที่เป็นกลับหายราวปลิดทิ้ง และเมื่อเอ็กซเรย์พร้อมตรวจอย่างละเอียดก็ไม่พบว่าเป็นอะไรเลย และระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ ท่านก็พูดออกมาคนเดียวโดยไม่รู้ตัวว่า

"ของดีมีอยู่ ผ่านไปผ่านมาไม่ใช้ต้นก้ามปูตรงนั้นเป็นบ่อน้ำ ให้ขุดลงไปแล้วจะเจอ มีของดีทำไมไม่รักษา"

ในภายหลังที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วพระปลัดบุญส่งก็ได้ฝันอีกครั้ง ในความฝันท่านเห็นคนนุ่งผ้าถกเขมรมาหา มาบอกว่าเขาเป็นคนมัดหลวงพ่อเอง พูดแล้วเขาก็เอามือรีดที่ตัวหลวงพ่อเหมือนรีดเอาไขมันออก ทั้งขาและแขน จนหลวงพ่อพระปลัดบุญส่งสะดุ้งตื่นและพอตื่นขึ้นมาก็ยังเห็นผู้ชายคนนั้นอยู่ในห้องพอถามชื่อ เขาก็ถอยออกไปแล้วตอบกลับมาว่า "เขาเป็นเปรต" จากนั้นก็หายวับกลายเป็นแสงไฟ พร้อมเสียง "วี๊ด" ดังมาก ซึ่งพระในวัดก็ได้ยินกันทั่ว

เรื่องนี้ได้ทำให้ "พระปลัดบุญส่ง" เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐรูปปัจจุบัน ยังยอมรับว่าไสยศาสตร์และอภินิหารของหลวงพ่อแดงนั้นมีจริงเพราะเจอแล้วด้วยตัวท่านเอง

ท่าน พ.ต.ท.อรรณพ กอวัฒนา ได้เล่าไว้ในหนังสือ ลูกศิษย์บันทึกว่า มีเพื่อนที่อาวุโสกว่านำหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปานวัดบางนมโค มาให้อ่านก็เลยสนใจ แต่สนใจกันคนละอย่าง เพื่อนเขาสนใจจะนำพระเครื่องไปให้ท่านปลุกเสก แต่ตัวท่านสนใจ ว่าหลวงพ่อฤาษีฯเป็นศิษย์หลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นพระหมอ คงจะรักษาขาที่ถูกยิง(เพราะเป็น ต.ช.ด.)ได้ จึงพากันออกตามหาจนทราบว่าอยู่ที่วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ก็ไปกับเพื่อนอีกสองคน ระหว่างทางก็ปรึกษากันในรถ และ ต่างก็อาราธนาบารมีของหลวงปู่ปาน และหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ ขอให้การที่คิดเอาไว้สำเร็จ ครั้นพอได้พบหลวงพ่อ เมื่อผ่านระบบทักทาย และรายงานตัวกันแล้ว ต่างก็นั่งเลิกลั่กไม่ทราบจะทำอย่างไรต่อไป จู่ๆ หลวงพ่อท่านก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า

"เออหลวงพ่อแดงนี่ท่านเป็นพระดีนะ"

ทั้งสามคนก็ตะลึง เพราะเมื่อเหยียบย่างเข้ามาในวัด ไม่มีใครพูดถึงหลวงพ่อแดงเลย แล้วท่านก็พูดต่อไปอีกว่า

"พวกคุณจะสร้างพระผงกันหรือ มีเจตนาดีนะ จะสร้างแบบไหน ฉันอนุญาต"

ท่าน พ.ต.ท. อรรณพเล่าว่าความรู้สึกในขณะนั้นบอกไม่ถูก รู้สึกตัวชาหน้าชา บรรยากาศรอบตัวมันหนาวๆ ร้อนๆ ได้แต่ร้องในใจว่า "อัศจรรย์ๆ จริง" แล้วต่างก็มองหน้ากัน.... นี่เป็นเหตุให้มีความศรัทธาในหลวงพ่อฤาษีฯ เพราะท่านรู้วาระจิตนั่นเอง.... (เรื่องนี้น่าสนใจมากท่านสามารถอ่านเรื่องเต็มๆ ได้ในหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม 2 นะครับ)

ที่นำเรื่องนี้มาเกริ่นไว้ก็มีเจตนาจะเล่าเรื่องของหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี ที่หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านว่าเป็นพระดี นั่นแหละครับ เพราะผมได้ไปพบหนังสือเก่าๆ ที่ ท่านดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบรมราชูปถัมภ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านเขียนเอาไว้ นานมากกว่า 30 ปีแล้วเห็นว่าน่าสนใจ จึงขอนำมาเรียนเสนอแด่ทุกท่าน ดังต่อไปนี้ (กระผมกราบขออภัย ที่ได้นำเรื่องของท่านมาเผยแพร่ต่อด้วยครับ)

"เมื่อกลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ คุณแม่ก็บอกว่าจะพาไปให้พระรดน้ำมนต์ ให้เป็นศิริมงคลแก่ชีวิตยืนนาน ผมก็เป็นชาวพุทธคนหนึ่งซึ่งเลื่อมใสในหลักธรรม และปรัชญาของศาสนาพุทธ ดังนั้นผมจึงไม่ยอมขัดอัธยาศัยของคุณแม่ ไปก็ไป ... ไปหาพระหาเจ้านะย่อมเป็นของประเสริฐเสมอ มีแต่ความร่มเย็นเป็นนิจศีล แล้วเราทั้งสองคนก็ออกเดินทางไปยังวัด ที่เป็นสำนักของหลวงพ่อ ที่คุณแม่ชอบเรียกว่า "คุณพ่อ"

วัดนั้นตั้งอยู่บนเขาเตี้ยๆ แต่เต็มไปด้วยความสะอาดร่มเย็น เมื่อผมกับคุณแม่ขึ้นไปถึงบริเวณนั้น ก็แลเห็นมีผู้คนจำนวนมากนั่งอยู่ก่อน ราวกับว่ามีงานบวชนาคก็ว่าได้ คุณแม่พาผมเลี่ยงไปทางด้านหลัง ที่มีประตูเหล็กแข็งแรงชนิดยืดได้แบบเดียวกับประตูของร้านค้าต่างๆ หลังจากล่วงพ้นประตูเหล็กเข้าไปแล้ว ก็ถึงซอกเล็กๆ ซึ่งค่อนข้างมืด จากนั้นยังจะต้องผ่านประตูไม้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะถอดสลักข้างในออกได้โดยช่องที่ทำซ่อนไว้ให้เร้นลับ ต่อจากนั้นก็ถึงประตูไม้แบบโบราณ ซึ่งปิดสนิทลั่นดานข้างใน

คุณแม่เข้าไปเคาะแล้วเรียกค่อยๆ พร้อมกับบอกชื่อให้ทราบว่าเป็นใคร ข้างในประตูบังเกิดเสียงกุกกักอยู่เล็กน้อย ต่อมาสลักข้างในก็ถูกถอดออก พอประตูเปิดออก ผมแลเห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง รู้สึกว่าชราภาพมาก ท่านหันหลังให้เดินกลับไปข้างใน พร้อมกับสั่งให้ปิดประตูลั่นดานเสีย พอพ้นจากประตูก็ถึงห้องยาวๆ แต่ดูจะแคบที่สุด ห้องกั้นเป็นห้องเล็กๆ ขนาดเมตรครึ่ง ยาวสองเมตร ทุกอย่างเก่าคร่ำ ทั้งประตู และหน้าต่างปิดหมด ในห้องเล็กๆ ห้องนั้น เป็นที่อยู่ของพระภิกษุชรารูปนั้น ส่วนห้องด้านใน มีเตียงไม้เก่าๆ พร้อมด้วยผ้านวมบางๆ ปูต่างที่นอน ที่หัวนอนมีหิ้งพระมีพระพุทธรูปอยู่ 2-3 องค์ ติดๆ กับเตียงใกล้ทางเข้า มีโต๊ะไม้สีดำ บนโต๊ะเต็มไปด้วยข้าวของหลายอย่าง นับตั้งแต่ถ้ำชา ไปจนถึงตะบันหมาก

ขณะนั้น ภิกษุชรานั่งอยู่บนเก้าอี้แบบโยกได้ กำลังนั่งเคี้ยวหมากอยู่ พิจารณาโดยถ้วนทั่วแล้ว ทำให้รู้สึกว่าท่านเป็นคนใจดี ใบหูยานเป็นลักษณะของคนเปี่ยมไปด้วยบุญ มือหนึ่งพาดที่ท้าวแขน อีกมือหนึ่งวางบนตัก ด้วยสำเนียงสุ้มเสียงที่ระบุบ่งว่า เป็นผู้มีอารมณ์เย็น ท่านเปล่งเสียงทักทายว่ามาตั้งแต่เมื่อไร สบายดีหรือ พร้อมกับถามถึงญาติคนโน้นคนนี้หลายๆ คน และยังเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในสมัยท่านให้ฟัง รู้สึกว่าท่านคุยสนุก และสนิทสนมกับเรามาก ในที่สุดจึงทราบว่าท่านสนิทชิดชอบกับที่บ้านมาก ตั้งแต่สมัยทวด และย่าทวด

ตอนหนึ่งคุณแม่ถามว่า "ทำไมคุณพ่อถึงชอบอยู่อุดอู้ปิดหมดอย่างนี้ ไม่ออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง" ท่านก็ยื่นหน้าตอบว่า

"นี่คุณ คุณได้ยินเสียงนกเสียงการ้องบ้างไหม ข้างนอกน่ะ สมัยก่อนส่งเสียงกันให้แซ่ดไปหมด นกหนูมันยังทนอยู่กันไม่ได้แล้ว จะให้ฉันออกไปได้อย่างไร"

ผมต้องคิดมากในคำพูดของท่าน และเมื่อคิดโดยรอบคอบแล้ว ก็กระทำให้ผมเข้าใจได้ในบัดนั้นว่า พระภิกษุชราที่อยู่ข้างหน้าผมนี้ ท่านตัดแล้ว สละแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง ผมต้องคิดในเมื่อท่านเข้าใจพูด และโดยมากจะพูดแต่ถ้อยคำที่ล้วนแต่แหลมคมทั้งสิ้น

ครั้งหนึ่งท่านถามว่า "เขาว่าหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดใช่ไหมวะ"

ผมก็ตอบว่า "ใช่ครับ เขาว่ากันอย่างงั้น"

หลวงพ่อจึงก้มลงมา บอกว่า "ฉันนี่เหยียบน้ำจืดเป็นน้ำทะเลได้" ผมฟังแล้วก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็นของดี ท่านพูดต่อไปว่า

"เหยียบที่ท่าน้ำในแม่น้ำนี้ แล้วก็เป็นน้ำทะเลที่ปากอ่าวโน่น" พูดจบท่านก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ ที่หลอกพวกเราที่ไม่ทันท่าน

ท่านพูดอีกว่า "ฉันน่ะ อายุ ๙๖ ก.ไก่ ก.กา ไม่เป็นสักตัวเดียว เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จักทั่วประเทศ ทีพวกคุณเรียนเมืองนอกเมืองนาเป็น ๑๐ ปี ปริญญา เอก โท พ่วงท้ายให้ยาวๆ แต่ก็ไม่เห็นมันดังเลย"

ท่านพูดเตือนสติ เพื่อให้เรารู้จักประมาณตน ประมาณใจ ไม่ทระนง และไม่เห่อเหิม

ครั้งหนึ่งเราบอกว่า "คุณพ่อจำวัดเถอะ เดี๋ยวจะเหนื่อย"

ท่านกลับพูดว่า "ฉันอยู่วัดนี้มา ๗๐ กว่าปีแล้ว ฉันจำได้ย่ะวัดฉัน ทำไมฉันจะจำไม่ได้"

ต่อๆ มาผมก็ได้ไปหาท่านเสมอ ซึ่งก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง พอผมก้าวล้ำเข้าประตูไป ก็มีพวกที่นั่งอยู่บนวัด ซึ่งเขาอยากจะกราบนมัสการคุณพ่อบ้าง บางคนมาเฝ้าเป็นวันๆ ก็มี เขาเหล่านั้นตามผมพรูเข้าไป

พอท่านเข้าที่นั่งของท่านเรียบร้อยแล้ว ท่านถามว่า “พาใครมาด้วยหรือ”

ผมอึดอัดไม่ทราบจะตอบประการใดดี เพราะว่าปกติแล้ว ทางวัดจะไม่ให้ใครเข้ามาพบท่านเลย ครั้นผมตอบอ้อมแอ้มไม่ค่อยจะเต็มปากเต็มคำว่า "ไม่รู้จัก"

ท่านก็เลยบอกว่า "อ๋อ! พวกลูกพ่อเพชร แม่พลอย"

ผมจึงพาซื่อพลอยเข้าใจว่า พวกเหล่านี้ คงจะสนิทชิดชอบกับคุณพ่อเช่นเดียวกัน เพราะท่านรู้จักว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แต่แล้วก็ต้องมาถึงบางอ้อ ในเมื่อท่านพูดต่อว่า

"พวกพลอยพยัก ใครเขาทำอะไรก็พลอยพยักไปกับเขาด้วย"

พวกนั้นก็เลยหน้าแห้งไป

ท่านแจกเหรียญให้คนละเหรียญ เสร็จแล้วก็ขยับไม้ตะพดแล้วตะเพิดออกมาหมด แต่รู้สึกว่าดูทุกคนต่างพากันอิ่มอกอิ่มใจที่ได้เข้ามาเห็นตัวท่าน และได้รับเหรียญจากมือ แม้จะถูกว่ากล่าวอย่างไรก็สบายใจ นี่แหละความศรัทธา! บางคนแอบฉีกผ้าจีวรกระรุ่งกระริ่ง ที่ท่านวางไว้สำหรับเช็ดเท้า เอาไปเก็บเป็นเครื่องลาง

บรรดาผู้ที่ถูกด่าว่า หากรู้ซึ้งถึงความรู้สึกในส่วนลึกของท่านจริงๆ แล้ว จะไม่โกรธท่านเลย เพราะเหตุว่า เมื่อคนออกไปหมดแล้ว ท่านถึงกับหัวเราะออกมา พลางบอกว่า

"ฉันทำดุไปยังงั้นแหละ แกล้งตะเพิดไปอย่างงั้นเอง จะได้ไม่เข้ามากวนฉัน มาเป็นร้อยเป็นพัน คนนั้นจะให้รดน้ำมนต์ คนนี้จะให้เป่ากระหม่อม คนโน้นจะเอานี้ คนนั้นจะเอานี่ มันจะฆ่าฉันให้ตายเร็วๆ "

น่าเห็นใจ- เพราะถ้าเปิดรับให้เข้ามาแล้ว ท่านก็คงจะไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นแน่ โดยเฉพาะยิ่งเป็นวันเสาร์ และวันอาทิตย์ด้วยแล้ว มีเป็นร้อยๆ ทีเดียว เวลาท่านนั่งปลุกเสก หรือเป่ากระหม่อม ท่านเข้าสมาธิด้วยพลังจิตอย่างแรงเห็นได้ชัด ทั้งที่ในห้องอากาศก็ไม่ร้อน พอท่านเริ่มสวด เหงื่อเม็ดโป้งๆ เกาะอยู่เต็มใบหน้าท่าน เมื่อเสร็จพิธี เหงื่อก็ท่วมเห็นแล้วรู้สึกสงสารท่านมาก อย่าลืมว่าอายุท่าน ๙๖ แล้ว เคยถามท่านถึงเรื่องอายุ ท่านมักกล่าวอย่างทีเล่นทีจริงว่า ท่านจะอยู่สัก ๑๐๐ ปี ท่านสั่งไว้ว่าไม่ให้เผาท่าน ให้บรรจุตั้งไว้ที่วัด ลูกศิษย์ลูกหาจะได้มานมัสการท่านได้ทั่วถึง

ท่านไม่ค่อยเชื่อความเจริญ ในทางวิทยาศาสตร์ ทุกครั้งที่ท่านเจ็บป่วย ท่านก็จะปรุงหยูกปรุงยาของท่านเสมอ น้อยครั้งที่บรรดาหมอสมัยใหม่จะได้มีโอกาสมารักษาท่าน แม้ว่าในอาทิตย์หนึ่ง ท่านอาบน้ำเพียงครั้งสองครั้ง แต่ทว่าร่างกายของท่านก็ยังสะอาดบริสุทธิ์อยู่เป็นนิจ

ทางด้านวิทยาศาสตร์นี้ ปรากฏว่าท่านเคยเอาชนะมาแล้ว คือ

เมื่อคราวเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ ที่จังหวัดเพชรบุรี ยังผลให้วัวและควายต้องล้มตายนับจำนวนมาก สัตวแพทย์เองก็ถึงกับจนปัญญา หมดทางจะบำบัดเยียวยา หมดทางจะกำจัดแก้ไข คราวนั้นใครๆ ก็จำได้ว่าโรคร้ายสงบเงียบลงเพราะความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ของผ้ายันต์แขวนคอของคุณพ่อ วัวควายตัวไหนถ้ามีผ้ายันต์ผูกคอเป็นรอดตายทุกตัว

ผ้ายันต์นี้ผืนเล็ก ขนาดกว้างยาวประมาณ ๔ X ๗ นิ้ว แต่ผ้ายันต์ที่สมบูรณ์จริงๆ ผืนใหญ่กว่า คือขนาดประมาณผ้าเช็ดหน้าผู้ชาย มีอักขระเลขยันต์เต็มไปทั้งผืน ใช้ได้สารพัดอย่าง ทั้งเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ปัจจุบันท่านเลิกทำแล้ว สำหรับยันต์ผืนใหญ่ ด้วยตาท่านมองไม่เห็น

จากเรื่องของผ้ายันต์นี้ ผมขอเล่าให้ทราบว่า.... เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ผมขับรถไป และได้ไปคว่ำกลางทางถึงยับเยิน เพราะพลิกถึง ๓ ตลบ ในขณะที่วิ่งไปด้วยความเร็ว ๑๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวผมเองขณะนั้นหลุดออกมาครึ่งตัว ทางหน้าต่างรถด้านตรงข้าม หลังคารถก็ยุบลงมาทับขา นี่แสดงว่าตัวผมต้องหลุดออกมาในระหว่างรถคว่ำ แต่ทว่า...ทำไมผมจึงไม่ถูกตัวรถทับครูดกับพื้น ท่านเชื่อไหมครับ ? ตัวผมไม่เป็นอะไรเลย นอกจากมีแผลเล็กๆ ที่แขนข้างซ้ายเท่านั้น

เหตุทั้งนี้ก็เพราะว่า ในรถของผมขณะนั้นมีผ้ายันต์ของคุณพ่อผูกไว้ ๒ ผืน ในตัวผมวันนั้นไม่ได้มีพระติดมาสักองค์เดียว เมื่อไปนมัสการท่าน และกราบเรียนให้ท่านทราบ ท่านก็หันไปยกมือไหว้พระบนหิ้งบูชา แล้วบอกผมว่า

"คุณพระรัตนตรัยมาช่วยทัน"

นี่แสดงว่า ท่านถือว่าท่านเป็นแต่ผู้อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตย์ในตัวเราเท่านั้นเอง ไม่เคยหลงว่าเป็นของตัวท่านเลย

หลายๆ คน คงจะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างเหมือนกัน หากผมจะบอกให้ทราบว่า คุณพ่อเองก็พกเหรียญเหมือนกัน โดยเอาใส่ไว้ในย่าม เวลาไปไหนมาไหน เหรียญที่ท่านติดใส่ย่ามไปนี้ มีอยู่สองเหรียญด้วยกัน ท่านเอาเข็มกลัดซ่อนปลายกลัดรวมกันไว้ เหรียญหนึ่ง เป็นเหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน อีกเหรียญหนึ่งก็เป็นอาจารย์ของท่านเช่นเดียวกัน จำชื่อไม่ได้ อยู่จังหวัดนครปฐม

ท่านเล่าว่าท่านมีอาจารย์อยู่ ๓ องค์ องค์ที่อยู่จังหวัดนครปฐมนั้น ท่านบอกว่าเก่งมาก สามารถย่นระยะทางได้ ลูกศิษย์ขึ้นรถไฟที่สถานีธนบุรี (บางกอกน้อย) หลวงพ่อลงไปฉันน้ำ รถไฟออกท่านก็ไม่ขึ้นมา ลูกศิษย์นึกว่าท่านตกรถไฟ ทำเอาใจไม่ดี ทำไงล่ะ ? แต่พอถึงวัด ลูกศิษย์ก็เห็นท่านนั่งปร๋ออยู่ที่วัดแล้ว สร้างความตื่นตะลึงแก่บรรดาลูกศิษย์เป็นอันมาก

ขอย้อนกล่าวถึงเหรียญสองเหรียญที่คุณพ่อพกติดไว้ในย่ามอีกนิด ขณะที่ท่านรับนิมนต์ไปฉันเพล ณ บ้านแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเพชรบุรีนั่นเอง ปรากฏว่ามีมือเลวมาล้วงเอาเหรียญพระ ๒ องค์นั้นไปเสียแล้ว ท่านบ่นเสียดายอยู่เป็นหลายวัน (ท่านคงเสียดายเพราะเป็นของที่ครูบาอาจารย์มอบให้มากกว่าอย่างอื่น : ความเห็นของผม)

ท่านที่รัก... "คุณพ่อ" ที่ผมเล่าให้ฟังมาแต่ต้นนี้ ท่านคงเดาออกซีครับว่า "คุณพ่อ" นี้คือใคร ถ้ายังสงสัยอยู่ผมจะบอกให้ก็ได้ครับ ท่านคือ "คุณพ่อแดง" หรือนัยหนึ่ง "หลวงพ่อแดง" แห่งวัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี ที่ท่านรู้จักกันทั่วทั้งประเทศไทย

ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล

 

สนใจวัตถุมงคลในร้านคลิก สิริถาวร พระเครื่อง